การวิเคราะห์เครดิตของบริษัท ไม่ได้ดูเพียงแค่ตัวเลขรายได้หรือกำไรสุทธิเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ ที่สะท้อน ความสามารถในการทำกำไร ความมั่นคงทางการเงิน และประสิทธิภาพในการบริหารเงินสด ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับอัตราส่วนสำคัญเหล่านี้
1. อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Metrics)
EBITDA Margin (อัตรากำไร EBITDA)
EBITDA Margin=EBITDA / รายได้
EBITDA Margin แสดงว่าในทุก 1 บาทของรายได้ บริษัททำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยไม่รวมค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย และภาษี อัตราส่วนสูงหมายถึงบริษัทมีการควบคุมต้นทุนได้ดีและสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ให้สินเชื่อในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้
FFO (Funds From Operations – เงินสดจากการดำเนินงาน)
FFO ใช้วัดเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมหลักของบริษัท โดยไม่รวมรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ค่าเสื่อมราคา หรือกำไร/ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ตัวเลขนี้ช่วยให้ผู้ให้กู้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับ เงินสดที่บริษัทสร้างขึ้นจริง จากการดำเนินงาน
2. อัตราส่วนหนี้สิน (Leverage Metrics)
Debt to Capitalization (หนี้ต่อทุนรวม)
Debt to Capitalization= หนี้รวม / (หนี้รวม + ส่วนของผู้ถือหุ้น)
ตัวเลขนี้แสดงสัดส่วนของเงินทุนที่มาจากหนี้สิน หากสูงเกินไป อาจหมายถึงบริษัทพึ่งพาหนี้มาก เพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน แต่ในบางอุตสาหกรรม เช่น พลังงานหรืออสังหาริมทรัพย์ อัตราส่วนสูงเป็นเรื่องปกติ
Net Debt to EBITDA (หนี้ต่อ EBITDA)
Debt to EBITDA= (หนี้รวม – เงินสดหรือรายการเทียบเท่า) / EBITDA
วัดจำนวนปีที่บริษัทใช้ชำระหนี้ด้วยกำไรจากการดำเนินงาน ยิ่งตัวเลขต่ำยิ่งสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้สูง
Interest Coverage Ratios (อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย)
- EBITDA Interest Coverage: EBITDA / ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย
อัตราส่วนเหล่านี้แสดงความสามารถของบริษัทในการจ่ายดอกเบี้ย หากสูง หมายความว่าบริษัทสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้อย่างสบาย ลดความเสี่ยงต่อผู้ให้กู้
3. อัตราส่วนประสิทธิภาพ / การบริหารทุนหมุนเวียน (Efficiency / Working Capital Metrics)
Cash Cycle Days (วงจรเงินสด)
Cash Cycle=Days Inventory+Days Receivable−Days Payable
วงจรเงินสดบอกเวลาที่บริษัทใช้ในการเปลี่ยนสินทรัพย์หมุนเวียนกลับเป็นเงินสด วงจรสั้น = เงินหมุนเวียนเร็ว ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และลดความจำเป็นในการกู้ยืม
Days Receivable (จำนวนวันลูกหนี้)
Days Receivable=ลูกหนี้การค้า / (รายได้/365)
จำนวนวันเฉลี่ยที่บริษัทเก็บเงินจากลูกค้า หากสูงเกินไปอาจสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าและกระทบสภาพคล่อง
Days Inventory (จำนวนวันสินค้าคงคลัง)
Days Inventory= สินค้าคงคลัง / (ต้นทุนขาย/365)
จำนวนวันเฉลี่ยที่สินค้าคงคลังอยู่ในสต็อก สั้น = ขายสินค้าเร็ว ลดต้นทุนการเก็บรักษา และช่วยเพิ่มสภาพคล่อง
Days Payable (จำนวนวันเจ้าหนี้)
Days Payable=เจ้าหนี้การค้า / (ต้นทุนขาย/365)
จำนวนวันเฉลี่ยที่บริษัทจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ หากสูง = เก็บเงินสดได้นานขึ้น แต่ต้องระวังไม่ทำให้ซัพพลายเออร์ไม่พอใจ
สรุป
การวิเคราะห์เครดิตไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรายได้หรือกำไรสุทธิ แต่ต้องพิจารณาอัตราส่วนหลายมิติ ทั้งความสามารถในการทำกำไร ความมั่นคงทางการเงิน และประสิทธิภาพในการบริหารเงินสด การเข้าใจและติดตามอัตราส่วนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อหรือผู้ลงทุน ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น

Leave a Reply